วิธีปัญหาการกินในเด็ก ปัญหาการกิน ได้แก่ ปัญหาเด็กกินยาก ไม่ยอมกินข้าว เบื่ออาหาร กินช้า อมข้าว ฯลฯ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในสังคมไทย อันเนื่องจากความไม่เข้าใจในพัฒนาการและธรรมชาติการกินของเด็ก การแก้ปัญหาอย่างไม่ถูกวิธีกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหารุนแรงมากยิ่งขึ้น จนเกิดปัญหาสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่และเด็ก หรือเกิดปัญหาพฤติกรรมอารมณ์อื่น ๆ ตามมาได้

ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา ปัจจัยทางตัวเด็ก
1.ความต้องการอาหารในแต่ละวัยจะแตกต่างกันออกไปในวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็ว เด็กจะต้องการอาหารมาก หลังอายุ 1 ปี ร่างกายเจริญเติบโตช้าลง (ปกติอายุ 1-10 ปี) ประกอบกับเด็กเริ่มหัดเดินสนใจการกินอาหารน้อยลง ปัญหาการกินจึงมักเริ่มมากขึ้นหลังอายุ 1 ปี
2. เด็กที่มีโครงร่างเล็กจะต้องการอาหารน้อยกว่าเด็กที่มีโครงร่างใหญ่กว่า
3. เด็กแต่ละคนมีความอยากอาหารมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละมื้อแต่ละวัน
4. เด็กมีความชอบและไม่ชอบชนิดอาหารที่แตกต่างกัน
5.ประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เด็กได้รับ เช่น ถูกลงโทษเกี่ยวกับการกินบ่อยๆ ทำให้เสียบรรยากาศและเกิดทัศนคติไม่ดีต่อการกิน
6. ความเจ็บป่วย ทำให้ความอยากอาหารลดลง
7. ความไม่สบายใจ โกรธ เหงา เศร้า กังวล เช่น รู้สึกไม่มีคนรักก็ทำให้เบื่ออาหาร

ปัจจัยทางพ่อแม่
1.ความรัก ความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูกมากเกินไปพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจถ้าลูกกินอาหารได้อ้วนท้วน แต่ผิดหวังมากและรู้สึกผิดเมื่อลูกไม่ยอมกินอาหารที่พยายามเตรียมมาอย่างดี
2.กังวลกลัวลูกได้อาหารไม่เพียงพอจนละเลยความพอใจของเด็กบังคับให้กินสิ่งที่ไม่ชอบและมากเกินความต้องการที่แท้จริง
3. กังวลต่อน้ำหนักของเด็กมากเกินไปนำไปเปรียบเทียบเด็กอื่นหรือถูกทักจากญาติ ผู้ใหญ่ เพื่อนฝูง ซึ่งมักมีค่านิยมตามค่าสังคมปัจจุบันที่ชอบเด็กอ้วนเกินไป
4. ขาดความเข้าใจในพัฒนาการของเด็กตามวัย

วิธีแก้ไข
1.พบแพทย์เพื่ออประเมินภาวะโภชนาการของเด็ก และตรวจร่างกายว่าไม่มีโรคใดๆ แอบแฝง ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้แต่บางรายน้ำหนักน้อย แต่พัฒนาการอื่นๆ เป็นไปตามวัย
2.พ่อแม่ควรเข้าใจถึงธรรมชาติของเด็กที่ต้องพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองตามวัยและต่อต้านเมื่อถูกบังคับ
3. กำหนดเวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน
4. จัดที่นั่งให้เหมาะสมให้เด็กนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับสมาชิกในครอบครัวโดยไม่มีสิ่งอื่นมาดึงความสนใจจากอาหาร เช่น ทีวี ของเล่น และไม่ควรเดินตามป้อน ต่อรองเรื่องกินกับเด็ก
5. ให้โอกาสเด็กเรียนรู้รสอาหารอื่นนอกจากนม ตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไป และเมื่อ 6 เดือน ฟันเริ่มขึ้นให้อาหารประเภท กัด เคี้ยว เมื่อเด็กปฏิเสธให้หยุดชั่วคราว และกลับมาให้ใหม่
6. เด็กควรได้ช่วยตัวเองบ้าง เช่น อายุ 5 -6 เดือน จับขวดนมเอง ต่อมาหยิบอาหารใส่ปาก 10 เดือนหัดจับช้อน จนสามารถป้อนข้าวเองได้เมื่ออายุ 2 ปี โดยมีผู้ใหญ่คอยช่วยบ้าง
7. จัดบรรยากาศขณะกินให้สนุกพูดคุยกันถึงเรื่องดี ๆ สบายใจ ไม่ควรดุเตือน หรือตั้งใจสอนเอาผิด คาดโทษ หรือวิพากษ์วิจารณ์ขณะนั้น
8. ไม่ควรแสดงความวิตกกังวล เอาอกเอาใจอ้อนวอนหรือต่อรองเพื่อให้กินมากๆ เพราะเด็กจะเอาเรื่องไม่กินมาต่อรองกับผู้ใหญ่ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
9. ในเด็กเล็กไม่ควรจัดระเบียบการกินมากเกินไปควรมุ่งให้เด็กช่วยตนเองแล้วค่อยๆ ฝึกระเบียบที่หลัง อายุ 5 ปีขึ้นไป มักจะมีระเบียบดีขึ้น
10. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ใหญ่ในการจัดโต๊ะอาหารโดยเฉพาะแด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป เช่น การจัดจาน ช้อนส้อม เช็ดโต๊ะ ฯลฯ
11. การช่วยจัดเตรียมอาหาร จะทำให้ครอบครัวกลมเกลียวมีชีวิตชีวาสนุกสนาน ทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการกินยิ่งขึ้น
12. ในเด็กที่กินยาก กินช้า อมข้าว ใช้เวลาในการกิน ให้ผู้ใหญ่กำหนดเวลาให้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง เด็กจะกินเท่าใดอยู่ที่ความพอใจของเขา ถึงเวลาให้เก็บอาหาร ผู้ใหญ่ต้องอดทนใจแข็งมากๆในช่วงนี้ และไม่ควรให้อาหารอะไรเลยระหว่างมื้อนอกจากน้ำ และไม่มีการกินจุบจิบเป็น อันขาด
13. ในกรณีที่เด็กเลือกไม่กินอาหารบางอย่างที่พ่อแม่เห็นว่าควรกิน เช่น ผัก ไม่ควรบังคับ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังอาจทำให้เด็กเกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย ควรดัดแปลงอาหารนั้นในรูปแบบต่างๆ ชักชวนให้เด็กลอง ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างในการกิน ถ้าผู้ใหญ่จัดระเบียบได้แน่นอนด้วยความอดทนแล้ว ไม่เกิน 2 สัปดาห์ พฤติกรรมในการกินจะค่อยๆดีขึ้น

สูตรการคำนวณน้ำหนักตามอายุ
น้ำหนักเฉลี่ย = 8 + (2 x อายุเป็นปี) ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 1-10 ปี ช่วงน้ำหนักปกติ จะมากหรือน้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยที่คำนวณตามสูตรประมาณ 2 กิโลกรัม

ผู้แต่ง : กลุ่มงานจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลสวนปรุง