การพูดกับลูกวัยรุ่น
ปัญหาสำคัญสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นส่วนมาก คือ พวกเขารู้สึกว่าพูดกับลูกไม่รู้เรื่องเหมือนพูดกันคนละภาษา ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใดก็ดูเหมือนว่าไม่สามารถเข้าถึงลูกได้ คงพอช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้างถ้าจะบอกให้ทราบว่าท่านไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะ นอกจากที่พ่อแม่ส่วนมากพบปัญหาแบบนี้แล้ว เด็กๆ วัยรุ่นเองก็รู้สึกว่าพูดกับพ่อแม่ไม่รู้เรื่องด้วยเช่นกัน เด็กๆ มักตัดพ้อว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจพวกเขาพูดเลย
การพูดจาสื่อสารกันน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาง่ายๆ ซึ่งเราก็ทำกันมาตั้งแต่เรายังแบเบาะ แค่ร้อง งอแงเดี๋ยวพ่อหรือแม่ก็มาหาแล้ว แต่ทำไมวัยรุ่นกับพ่อแม่ถึงคุยกันไม่รู้เรื่องสักที สาเหตุใหญ่ของปัญหานี้เกิดจากทั้งสองฝ่ายที่ต่างสงสัยในเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง ตัวอย่างเช่น พ่อแม่อาจเข้าใจว่าต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งและตั้งคำถามแบบสอบสวนทันที ทำไมลูกกลับบ้านช้า เธอไปทำอะไรมา น่าจะโทรมาบอกก่อน ในทางกลับกัน ลูกก็เสียใจเพราะรู้สึกว่าคำถามเหล่านี้เป็นการรุกล้ำชีวิตส่วนตัวจึงไม่ตอบ และการที่ไม่ตอบนี้เองยิ่งทำให้พ่อแม่ฉุนและสงสัยมากขึ้น ลูกวัยรุ่นก็ยิ่งไม่อยากพูด การที่เขาโตขึ้นทำให้คิดว่าเขามีสิทธิเท่าเทียมกับเรามากขึ้น
สาเหตุอีกประการหนึ่ง คือวิธีการหรือการพูดของพ่อแม่และวัยรุ่น บางท่านอาจยังจำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ท่านบอกให้ลูกทำอะไรเขาก็จะทำตามโดยดี ท่านก็มีทัศนคติว่าท่านเป็นพ่อแม่ ท่านเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด ลูกต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม นั่นอาจใช้ได้ผลดีกับเด็กหกเจ็ดขวบไม่ใช่กับเด็กวัยรุ่น วัยรุ่นมีเรดาร์จับความรู้สึกของการวางอำนาจของผู้ใหญ่ ถ้าเขารู้สึกเช่นนั้นกับใครเขาก็จะไม่ฟังคนนั้น ไม่ว่าสิ่งที่พูดจะมีความสำคัญสักเพียงใดก็ตาม การเริ่มต้นสนทนากับวัยรุ่นด้วยการตำหนิหรือกล่าวหานั้นเป็นท่าทีของการวางอำนาจ การตะคอก การพร่ำสอนโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดหรือรับฟังข้อมูลจากเขาก่อน จะทำให้การสื่อสารต้องชะงักหรือยุติลง
สาเหตุรองลงไป ได้แก่ การเลือกจังหวะในการพูดคุยกับลูก พ่อแม่มักจะเลือกเวลาที่ตนเองสะดวกที่จะพูดมากกว่าที่จะดูความพร้อมของลูก เช่น ลูกอาจจะดูหนังสือเตรียมสอบจนดึกดื่นค่อนคืน ตื่นเช้ามา ในขณะที่ลูกจับช้อนจะกินอาหารเช้า พ่อแม่ก็พูดกับเขาเลย โดยไม่สนใจความรู้สึก หรือในทางกลับกัน เมื่อใดก็ตามลูกอยากจะพูดแต่กลับไม่ได้พูด เพราะพ่อแม่กำลังยุ่งไม่มีเวลาฟัง
มาถึงตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่เท่านั้นที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร ตัววัยรุ่นเองก็สร้างสิ่ง กีดขวางการสื่อสารด้วยเช่นกัน พวกเขามักทำท่าทางเบื่อหน่าย เฉไฉ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดหรือไม่ ก็ทำหูทวนลมเสีย พ่อแม่ที่ชอบใช้วิธีกำราบลูกโดยการออกคำสั่งเหมือนทหาร ใช้คำพูดแดกดัน เสียดสี หรือดูถูกก็จะไม่สามารถสื่อสารกับลูกวัยรุ่นได้ หรือบางทีพ่อแม่มักโกรธถ้าลูกโต้แย้งหรืออ้างว่าใครๆ เขาก็ทำอย่างนี้เพราะเข้าใจว่าลูกแก้ตัวหรือหาข้ออ้าง หรือเด็กมองปัญหาจากมุมมองเฉพาะที่มีผลกระทบต่อตัวเขาเองเท่านั้น
สิ่งที่ควรทำเพื่อปรับปรุงการสื่อสารกับลูกให้ดีขึ้น นั้นคือการสื่อความหมายกับเขาอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา บ่อยครั้งที่พ่อแม่สื่อความหมายที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่ไม่พูดในในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะบอก เช่น ลูกถามว่า ยาคุมกำเนิดนั้นปลอดภัยไหม พ่อแม่อยากจะบอกว่าจะเป็นการปลอดภัยกว่าถ้าไม่มีเพศสัมพันธ์จนทำให้อาจต้องมีการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ต้องการให้ลูกเข้าใจว่ายินยอมหรือสนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นพ่อแม่จึงเลือกที่จะบอกลูกว่า หนูยังเด็กเกินไป อย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้เลย ในการพูดเช่นนี้พ่อแม่ไม่ได้ตอบคำถามสำหรับลูกวัยรุ่น แต่เป็นการปฏิบัติราวกับว่าเขาเป็นเด็ก
การส่งสัญญาณที่คลุมเครืออีกแบบหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อข้อความขัดแย้งกันเอง ตัวอย่างเช่น ท่านพ่อแม่อาจจะบอกลูกสาวว่า ตราบเท่าที่ลูกทำให้ดีที่สุดพ่อแม่ก็จะมีความสุข แต่เมื่อลูกกลับมาบ้านพร้อมด้วยเกรด 3 ในวิชาคณิตศาสตร์ พ่อแม่ก็แสดงความรู้สึกผิดหวัง ลูกอาจรู้สึกสับสนเพราะเขาได้พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว ทำไมพ่อแม่จึงยังไม่พอใจอีก
การสื่อสารที่ดีกับลูก คือ พ่อแม่ควรอธิบายความรู้สึกของตน แทนที่จะโวยวายหรือต่อว่า อธิบายว่าท่านรู้สึกอย่างไร เช่น พ่อรู้สึกเป็นห่วงที่ลูกกลับบ้านช้าโดยไม่โทรมาบอกก่อน ตั้งหลักพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ว่าปัญหาคืออะไร ทางเลือกในการแก้ไขมีอะไรบ้าง ผลกระทบมีหรือไม่อย่างไร แล้วลำดับความสำคัญในการพูดก่อนหลัง ต้องให้ลูกรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดเรียงไปตามลำดับ และไม่ให้ลูกรู้สึกสับสนว่าพ่อแม่จะเอาอะไรกันแน่ จะให้ทำอะไรก่อน ทำอะไรบ้าง รับผิดชอบอะไรบ้าง พูดให้สั้นกระชับและได้ใจความ สังเกตและใส่ใจในอารมณ์ความรู้สึกของเขาด้วย ถามความคิดเห็นหรือความรู้สึกของลูกด้วยเสมอ เพื่อที่ลูกจะได้รู้สึกว่าเขามีความสำคัญ พ่อแม่ใส่ใจในความรู้สึกเขา และเขามีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ พร้อมกับพ่อแม่จะได้ทราบปัญหาและความต้องการ ที่แท้จริงของเขา
สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ พ่อแม่ไม่ควรใช้คำพูดดูถูก ดูหมิ่น ,พ่อแม่อย่ากลัวที่จะยอมรับว่าท่านก็ทำผิดพลาดได้ ,การตอกย้ำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ,อย่าเริ่มต้นการสนทนาในขณะที่พ่อแม่กำลังมีอารมณ์โกรธอยู่ ,อย่าแสร้งทำเป็นว่าท่านมีคำตอบที่ถูกต้องเสมอ เด็กเรียนรู้ว่ามีทางแก้ปัญหามากกว่าหนึ่งทางเลือกเสมอ ,อย่าโต้เถียงเพื่อเอาแพ้เอาชนะให้โตเถียงโดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหา ,หาโอกาสพูดคุยกันบ่อยๆ โดยพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป เช่น เรื่องดารา ละคร ดินฟ้าอากาศ เพื่อเปิดช่องทางสื่อสารไว้เสมอ ,จงจำไว้ว่าธรรมชาติของวัยรุ่นเป็นอย่างไร หรือพยายามมองโลกจากมุมมองของวัยรุ่นบ้าง ,จงซื่อตรงต่อลูก ในขณะเดียวก็ต้องระวังความรู้สึกของเขาด้วย ,อย่ายื่นคำขาดกับลูกยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น และที่สำคัญถ้าท่านฟังลูกพูดก่อนลูกก็จะฟังท่านมากขึ้น (ขอขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์ปริทรรศ ศิลปกิจ โรงพยาบาลสวนปรุง)

ผู้แต่ง : งานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสวนปรุง