โรงพยาบาลสวนปรุง.....ประมวลภาพกิจกรรม ^_ ^
comming soon!
โรงพยาบาลสวนปรุง.....ประมวลภาพกิจกรรม ^_ ^
การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรณีเกิดภัยพิบัติ  
 
     
ภัยพิบัติคืออะไร ?
   ภัยพิบัติอาจเป็นได้ทั้งเหตุการณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น อุทกภัย หรือเป็นเหตุการณ์ที่มนุษย์กระทำขึ้น เช่น การแพร่กระจายของสารเคมี เป็นต้นภัยพิบัติคือเหตุการณ์ที่ :
       1. ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต
       2. ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
       3. สร้างความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตตามปกติของชุมชนหรือของประเทศชาติ ต้องการความช่วยเหลือโดยความร่วมมือจากหน่วยงานจำนวนมากเพื่อให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติ
 
ช่วงระยะของการตอบสนองต่อภัยพิบัติ (Phases of Disaster Responses) แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ
       1. ระยะฉุกเฉิน (Emergency Phase)
       2. ระยะแรกหลังได้รับผลกระทบ (Early Post-Impact Phase)
       3. ระยะบูรณะปฏิสังขรณ์ (Restoration Phase)
ลักษณะเฉพาะบางประการของผลกระทบจากภัยพิบัติ  
ลักษณะจิตใจของผู้ประสบภัยพิบัติ  
บาดแผลทางจิตใจและความโศกเศร้าจากภัยพิบัติ  
ปฏิกิริยาต่อความเครียดที่เป็นปัญหา : สัญญาณเตือน  
การปฐมพยาบาลทางจิตใจ  
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ  
คุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของบุคลากรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย  
บทบาทของบุคลากรสุขภาพจิตในช่วงระยะเริ่มแรกหลังภัยพิบัติ  
เรื่องที่บุคลากรบรรเทาทุกข์ควรคาดหวังตามความเป็นจริง  
ภาพตัวอย่างการปฏิบัติงาน  
ภาพกิจกรรมการปฏิบัติงาน  
   
 
ลักษณะเฉพาะบางประการของผลกระทบจากภัยพิบัติ (Some Typical Effects of Disaster)
 
     
  มีการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บ  
  ทรัพย์สินถูกทำลาย  
  โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในชุมชนถูกทำลาย เช่น ถนน ตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ  
  สร้างความยุ่งยากในด้านการจัดหาอาหาร สาธารณูปโภค การจัดการของเสีย และการคมนาคม  
  สร้างความยุ่งยากในการให้บริการทางสังคมและการศึกษา  
  มีความต้องการบริการทางการแพทย์เป็นอย่างมาก  
  เกิดปัญหาทางด้านสาธารณสุข  
  มีการเคลื่อนย้ายผู้รอดชีวิตและการให้ความสนับสนุนด้านต่างๆ  
     
   
 
 
     
     
 
ลักษณะจิตใจของผู้ประสบภัยพิบัติ
 
     
  ประสบการณ์ทางด้านจิตใจที่พบบ่อยในช่วงระยะเวลาและภายหลังภัยพิบัติ ได้แก่  
        รู้สึกไม่ปลอดภัย
 
        หวาดกลัว กลัวการบาดเจ็บสาหัส
 
        สยดสยองต่อเหตุการณ์ที่ได้ประสบมา เช่น การได้เห็นคนตาย หรือ ได้รับบาดเจ็บ
 
        รู้สึกว่าขาดอำนาจในการควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ
 
        ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
 
        ต้องพลัดพลากจากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน  
        จมอยู่กับความสูญเสีย เช่น เสียชีวิต เสียทรัพย์สิน เสียชุมชนที่เคยอยู่ร่วมกัน  
        หมดหวัง และหมดอาลัยในชีวิตเนื่องจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น  
        โศกเศร้า  
  องค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่  
        ด้านเสรีระ (ระบบประสาทถูกกระตุ้นมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง)  
        ด้านอารมณ์ (ความรู้สึกต่างๆ)  
        ด้านความคิด (ความคิดและความเชื่อ)  
        ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสังคม  
     
 
ปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดจากความเครียดของผู้รอดชีวิตถือเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติที่ผู้ประสบภัยจะใช้จัดการกับประสบการณ์เหล่านั้น
 
     
   
 
 
     
     
 
การปฐมพยาบาลทางจิตใจ
 
     
 
    การปฐมพยาบาลทางจิตใจ ประกอบด้วย การเป็นฝ่ายเข้าไปหาผู้รอดชีวิตเพื่อเสนอความช่วยเหลือ การยืนยันและให้ความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย การปลอบโยน และการติดต่อสื่อสารกัน
 
 
การฟัง
 
 
ถ้าผู้รอดชีวิตปรารถนาจะพูดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ควรรับฟังและเปิดโอกาสให้ได้พูด แต่จะไม่เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะทำการสำรวจปฏิกิริยาทางจิตใจของผู้รอดชีวิตในช่วงระยะเริ่มแรกของภัยพิบัติ
 
 
การแสดงความเมตตาและห่วงใย
 
 
      อธิบายให้ผู้รอดชีวิตเข้าใจว่าปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปฏิกิริยาปกติตามธรรมชาติที่มนุษย์จะมีต่อภัยพิบัติ
 
 
      ให้ความมั่นใจว่าปฏิกิริยาของพวกเขานั้นก็เหมือนกับบุคคลอื่นๆ ที่ประสบภัยพิบัติทำนองเดียวกันนี้
 
 
การปกป้องผู้รอดชีวิตจากอันตรายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
 
 
การประเมินความต้องการทางร่างกาย โดยการถามว่า “คุณต้องการอะไรบ้าง ?”
 
 
การให้ความช่วยเหลือที่ปฏิบัติได้จริงเมื่อผู้รอดชีวิตต้องการ
 
 
มั่นใจว่าผู้รอดชีวิตได้รับการตอบสนองความต้องการทางกายภาพ
 
 
อย่าบังคับ หรือฝืนใจผู้รอดชีวิตให้พูดคุยให้ตั้งใจฟังเมื่อผู้รอดชีวิตต้องการจะพูดคุยกับคุณ
 
 
ช่วยสนับสนุนให้เกิดการสนับสนุนทางสังคม โดยการให้ความเป็นเพื่อน หรือช่วยหาเพื่อนให้กับผู้รอดชีวิต โดยบุคคลนั้นควรจะเป็นคนในครอบครัวหรือคนที่เขารู้จักมาก่อน ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับผู้สูงอายุ ผู้ที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว หรือเด็กกำพร้า ต้องให้การสนับสนุนทางสังคม แต่ก็ต้องระวังอย่าไปบังคับพวกเขา
 
 
ช่วยสนับสนุนผู้รอดชีวิตแก้ปัญหาและจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยใช้เทคนิคการแก้ปัญหา (Problem – solving techniques) ซึ่งประกอบด้วย
 
 
      การระบุปัญหา
 
 
      การมองสถานการณ์
 
 
      การหาสาเหตุ และทางเลือกในการแก้ไขปัญหา
 
 
      การประเมินทางเลือกและวิธีการแก้ปัญหา เลือกวิธีการที่น่าจะดีที่สุดในสถานการณ์นั้น 1วิธีซึ่งเป็นวิธีที่น่าจะเป็นไปได้และเหมาะสมที่สุดภายใต้สถานการณ์นั้น
 
 
      วางแผนการ
 
 
      ช่วยให้ผู้รอดชีวิตทำตามวิธีการที่เขาเลือก แม้ว่าวิธีนั้นอาจจะไม่ใช่วิธีที่คุณคิดก็ตาม
 
 
ชี้ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เพียงใด และพวกเขาได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์มาแล้วบ้างในช่วงเวลาวิกฤติ
 
 
อย่าใช้คำพูดง่ายๆ เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้รอดชีวิต เช่น “มันเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” หรือ “อย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังเหลือลูกอยู่อีกทั้งคน” หรือ “ดูสิว่าคนอื่นเขาก็ได้รับความทุกข์เหมือนกัน”
 
 
      ต้องระวังการใช้คำพูด รวมทั้งภาษาที่คุณใช้กับพวกเขาด้วย
 
 
      จำไว้ว่า ต้องให้ความเห็นอกเห็นใจพวกเขาเสมอ
 
 
อย่าจัดให้มีการพูดคุยกันเพียงครั้งเดียว (Single session) ซึ่งบังคับให้ผู้รอดชีวิตต้องพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัว และความรู้สึกลึกๆในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสามารถที่พวกเขาจะเล่าออกมาได้ อย่าบังคับให้ใครพูด จงระวัง อย่าเผลอใช้อำนาจในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านเกรงใจและจำใจต้องพูด
 
 
ในช่วงเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ คนจำนวนมากจะถูกบังคับให้เล่าถึงประสบการณ์ของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ผู้ที่ต้องการอยากฟัง ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกลำบากใจ อย่าให้พวกเขาต้องเล่าประสบการณ์ที่เจ็บปวดเพียงเพราะพวกเขาอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
 
     
   
 
 
     
     
 
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ
 
     
  สิ่งที่ควรทำ  
 
      รับฟังผู้ที่ต้องการจะเล่าเรื่องของตน ถ้าจำเป็นก็ต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วย
 
 
      คาดหวังและยอมรับปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่รุนแรงของผู้รอดชีวิต ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติตามธรรมชาติ
 
 
      แสดงความเป็นมิตร ให้ความเห็นอกเห็นใจ และความเอาใจใส่ แม้ว่าผู้รอดชีวิตจะกำลังโกรธ หรือเรียกร้องอย่างมากก็ตาม
 
 
      ให้ความช่วยเหลือตามความเป็นจริง หรือตามความต้องการของผู้รอดชีวิต
 
 
      ช่วยให้ผู้รอดชีวิตได้ติดต่อกับผู้อื่นโดยอาจจะเป็นทางจดหมาย หรือช่วยเป็นตัวแทนในการโทรศัพท์ติดต่อให้
 
 
      ช่วยให้ผู้รอดชีวิตมีส่วนร่วมในการขอรับสิ่งที่ต้องการ
 
 
      หาแหล่งที่ตั้งของหน่วยบริการต่างๆ ของทางราชการและเอกชน และชี้นำผู้รอดชีวิตให้ไปรับบริการที่เหมาะสมตามแหล่งนั้นๆ (System Savvy)
 
 
      เข้าใจอารมณ์ของผู้รอดชีวิตที่ต้องประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง และให้ความสำคัญกับความสูญเสียของพวกเขา ไม่มีความรู้สึกใดจะผิดหรือถูกเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสยดสยองเช่นนั้น
 
 
      ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้เกี่ยวกับเรื่องสึนามิ เช่น สาเหตุของการเกิดสึนามิ จะช่วยให้ผู้รอดชีวิตเข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น
 
 
      ปกป้องผู้รอดชีวิตจากอันตรายที่อาจจะได้รับภายหลัง เช่น พวกเขาอาจเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อจากการถูกทารุณกรรมหรือถูกทำร้ายจากบุคคลที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบพวกเขา ในช่วงที่สถานการณ์ยังสับสนวุ่นวายอยู่
 
 
      ให้ความสำคัญกับภาษาที่ใช้ ระมัดระวังในสิ่งที่คุณจะพูดกับพวกเขา จงใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) อย่าใช้ การคาดเดาเอาเอง (Assumption)
 
     
  สิ่งที่ไม่ควรทำ  
 
      อย่าบังคับให้ผู้รอดชีวิตเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คุณฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายละเอียดที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ ถ้าพวกเขาไม่อยากจะพูดก็อย่าไปรบกวน
 
 
      อย่าบอกผู้รอดชีวิตว่าคุณคิดว่าพวกเขาควรรู้สึก ควรคิด หรือควรทำอย่างนั้นอย่างนี้
 
 
      อย่าให้สัญญาว่าคุณจะทำอะไรให้พวกเขา ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่
 
 
      อย่าให้ความมั่นใจกับผู้รอดชีวิต โดยใช้คำพูดง่ายๆ เช่น “ทุกอย่างจะเรียบร้อย” หรือ “อย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังมีชีวิตรอดอยู่” หรือ “คนอื่นเขาลำบากมากกว่าคุณอีกหลายเท่านัก”
 
 
      อย่าบอกผู้รอดชีวิตว่าทำไมคุณจึงคิดว่าเขามีความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เหตุผลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความเชื่อส่วนตัวของพวกเขา
 
 
      อย่าบอกผู้รอดชีวิตว่าคุณคิดว่าพวกเขาควรจะหรือสามารถจะทำอย่างไรได้บ้าง ในสถานการณ์วิกฤติที่ผ่านมาแล้วนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการช่วยชีวิตบุคคลที่เขารัก
 
 
      อย่าวิพากษ์วิจารณ์บริการและกิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ ณ ที่แห่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้ที่ต้องการบริการเหล่านั้น
 
 
      อย่าแยกสมาชิกครอบครัวเดียวกันและเครือญาติออกจากกัน โดยเฉพาะเด็กๆ
 
 
      อย่าตีตราว่าผู้รอดชีวิตมีอาการทางจิต
 
 
      อย่าพูดสิ่งเหล่านี้ เช่น “ฉันเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ” “สงบจิตสงบใจเอาไว้บ้าง” “ใจเย็น” “ลืมมันเสียเถอะ” “คุณโชคดีมากนะ” “มันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้”
 
        ให้การช่วยเหลือสนับสนุนผู้ให้บริการต่างๆ เพื่อจะได้ให้บริการได้ดีขึ้น  
     
   
 
 
     
     
 
บาดแผลทางจิตใจและความโศกเศร้าจากภัยพิบัติ (Disaster Trama & Grief)
 
     
 
     การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่สาหัสที่สุดของผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติ
 
 
     จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้ให้ความช่วยเหลือควรตระหนักว่า เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่รุนแรงที่สุดและไม่มีวิธีใดที่จะถูกหรือผิดในการที่บุคคลจะตอบสนองต่อความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
 
 
     ผู้รอดชีวิตต้องการเวลาที่จะฟื้นฟูตนเองจากความสูญเสีย และการแสดงออกซึ่งความโศกเศร้าในช่วงนี้จะไม่ถือว่าเป็นสัญญาณของอาการป่วยทางจิตในอนาคต หรือเป็นอาการของความเศร้าโศกที่เยียวยารักษาไม่ได้ ผู้รอดชีวิตจำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งเป็นอย่างมากจึงจะสามารถฟื้นฟูตนเองกลับสู่สภาพปกติได้
 
  วิธีการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าไปได้ มีดังนี้  
 
รับฟังเมื่อผู้รอดชีวิตพูดถึงความสูญเสียหรือบุคคลที่สูญหายไป
 
 
ให้ความมั่นใจว่า การคิดว่าบุคคลที่หายไปนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือการพยายามติดตามผู้ที่สูญหายนั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณที่บ่งบอกว่าเป็นบ้า
 
 
บอกกับผู้รอดชีวิตว่า บุคคลแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่มีผิด ไม่มีถูก บางคนอาจโกรธหรือรู้สึกผิดในการที่ผู้ใกล้ชิดสูญหายไป ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งและรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย
 
 
อาการร้องไห้ นอนไม่หลับ และหมดความสนใจในกิจกรรม และในผู้คนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกิริยาตามปกติเมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสีย
 
 
การทำกิจกรรมต่างๆ เช่น สวดมนต์ หรือทำกิจกรรมทางศาสนาเพื่ออุทิศให้ผู้สูญหายถือเป็นเรื่องที่ช่วยได้มาก งานพิธีศพหรืองานฝังศพก็ช่วยได้เช่นกัน ถ้าพวกเขาสามารถจะจัดขึ้นได้
 
 
ควรชักชวนให้ผู้รอดชีวิตเข้าร่วมกลุ่มกับคนรู้จักหรือไว้วางใจ
 
 
ผู้ที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวหมดทุกคน หรือหลายคน จะมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง ต้องแน่ใจว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างพอเพียง และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่แตกกันหลายๆ กิจกรรม
 
 
     คนจำนวนมากที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวจะมีปฏิกิริยาที่รุนแรงมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ
 
 
     บางคนอาจมีอาการเศร้าจากบาดแผลทางจิตใจ (Traumatic grief) ซึ่งต้องการช่วยเหลือหรือการดูแลทางจิตใจต่อไป
 
     
   
 
 
     
 
ปฏิกิริยาต่อความเครียดที่เป็นปัญหา : สัญญาณเตือน(Problematic Responses to Stress : Warning Signs)
 
     
 
     ปฏิกิริยาในช่วงหลังได้รับผลกระทบหรือช่วงฟื้นฟูต่อไปนี้ จะบ่งชี้ได้ว่าบุคคลนั้นต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์หรือบุคลากรสุขภาพจิต :
 
 
มีอาการของสมองแยกส่วนอย่างรุนแรง เช่น รู้สึกราวกับว่าโลกนี้ไม่มีอยู่จริง รู้สึกว่าตนเองแยกตัวออกจากร่างกาย สูญเสียเอกลักษณ์ของตน หรือมีเอกลักษณ์ใหม่เกิดขึ้น ความจำเสื่อม เป็นต้น
 
 
ย้อนกลับไปสู่ประสบการณ์เดิมโดยควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างรุนแรง เช่น ยังจำฝังใจ มีความคิดและความทรงจำที่ทำให้เครียด รู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์เดิมอีกครั้ง (Flashbacks) ฝันร้ายที่น่ากลัว ย้ำคิดเรื่องเดิมๆ อย่างหยุดไม่ได้ เป็นต้น
 
 
หลีกหนีสังคมอย่างรุนแรง เช่น มีอาการเหมือนกลัวที่กว้าง (Agoraphobia) ไม่กล้าเข้าสังคม ไม่ยอมไปทำงาน จงใจหลีกหนี (Compulsive avoidance) เป็นต้น
 
 
ระบบประสาทถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวอย่างรุนแรง (Sever hyperarousal) เช่น นอนไม่หลับ มีปัญหาในการนอน ตื่นกลัวจนเกินเหตุ ฝันร้ายที่น่ากลัว ควบคุมความก้าวร้าวอย่างหุนหันพลันแล่นไม่ได้ ควบคุมตนเองให้มีสมาธิไม่ได้ เป็นต้น
 
 
วิตกกังวลมากจนทำอะไรไม่ได้ (Debilitating anxiety) เช่น ครุ่นคิดวิตกกังวล หวาดกลัวอย่างรุนแรง มีความคิดฝังใจ (Unshakable obsessions) ประสาทมึนชา กลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ กลัวว่าตัวเองจะเป็นบ้า
 
 
ซึมเศร้าอย่างรุนแรง เช่น หมดความรู้สึกสนุกสนานในการดำเนินชีวิต รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ตำหนิตนเอง ต้องพึ่งพาผู้อื่น ตื่นแต่เช้าผิดปกติ เป็นต้น
 
 
มีปัญหาการใช้สารเสพติด เช่น ใช้ในทางที่ผิด (abuse) ติดสารเสพติด (dependency) ใช้ยารักษาตนเอง (self medication) เป็นต้น
 
 
มีอาการทางจิต เช่น หลงผิด ประสาทหลอน มีความคิดหรือสร้างจินตนาการที่ผิดไปจากความจริง
 
     
   
 
 
     
     
 
คุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของบุคลากรสุขภาพที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
 
     
  ใจกว้าง ยินดีเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ (Openness to Experience)  
        ยอมรับในตัวบุคคล และยอมรับปฏิกิริยาตอบสนองต่อภัยพิบัติของพวกเขา โดยไม่ตัดสินพวกเขา  
        มีความกระตือรือร้น  
        มีความคล่องตัว ปรับตัวกับการทำงานที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน  
  มีทักษะทางสังคม (Sociability)  
        เข้ากับผู้อื่นได้ดี มีทักษะทางสังคม  
        น่าคบหา ทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจที่จะได้พบปะพูดคุยด้วย  
        มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในตวของผู้อื่น ในขณะที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด  
        รู้จักกาลเทศะ สุขุมรอบคอบ  
  สงบ มั่นคง (Calmuess)  
        สามารถสงบสติอารมณ์ได้ดีในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  
        มีความอดทน เข้าใจและมีเมตตาต่อผู้อื่นที่กำลังโกรธจัด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า  
  รู้ระบบการช่วยเหลือ (System Savvy)  
        มีข้อมูลข่าวสาร และมีความรู้เกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประสบภัยพิบัติ  
        มีความเข้าใจระบบทั้งหมดในภาพรวม  
  มีความอดทน  
  มีห่วงใยและมีความเมตตาต่อผู้อื่น (Caring, Kindness)  
  มีทักษะการให้บริการปรึกษาเบื้องต้น  
        มีทักษะการฟัง  
        มีความเห็นอกเห็นใจ  
        ใช้เทคนิคการแก้ปัญหาร่วมด้วย  
     
   
 
 
     
     
 
บทบาทของบุคลากรสุขภาพจิตในช่วงระยะเริ่มแรกหลังภัยพิบัติ
 
     
  บทบาทและหน้าที่เบื้องต้นของบุคลากรสุขภาพจิต ได้แก่  
  ให้การช่วยเหลือในภาวะวิกฤตแก่ผู้รอดชีวิต และครอบครัวของผู้สูญหายหรือผู้เสียชีวิตที่ต้องการความช่วยเหลือ  
  จำแนกบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการมีอาการผิดปกติทางจิตใจในอนาคตให้ได้  
  ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์และอาสาสมัครอื่นๆ  
  ให้ความรู้แก่ชุมชน และกลุ่มต่างๆ ในชุมชน  
  ส่งเสริมให้บุคคลและชุมชนสามารถฟื้นฟูสู่สภาพปกติโดยการ  
        ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสาร  
        ฝึกอบรมทักษะต่างๆ ในการจัดการกับปัญหา  
        ทำกลุ่มกับคนในชุมชนหรือครอบครัว  
        ช่วยจัดงานที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านจิตวิญญาณ  
  ผสมผสานบริการสุขภาพจิตเข้ากับบริการอื่นๆ เพื่อขยายงานให้ครอบคลุมและกว้างขวางมากขึ้น  
 
ให้ความรู้แก่พนักงานของรัฐ ผู้บริหาร และบุคลากรที่รับผิดชอบในการตัดสินใจในการบรรเทาทุกข์เกี่ยวกับเรื่องข้อควรระวังด้านสุขภาพจิตในกระบวนการบรรเทาทุกข์
 
     
   
 
 
     
     
 
เรื่องที่บุคลากรบรรเทาทุกข์ควรคาดหวังตามความเป็นจริง
 
     
 
บาดแผลทางจิตใจจากภัยพิบัติมี 2 แบบ คือ แบบบุคคล (Individual) และแบบกลุ่ม (Collective)
 
 
ปฏิกิริยาความเครียดและความเศร้าจากภัยพิบัติ ถือเป็นเรื่องปกติที่บุคคลจะมีต่อสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้
 
 
ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติ เกิดขึ้นจากปัญหาการดำเนินชีวิตหลังภัยพิบัติตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่สามารถจะไปทำงานได้หรือพวกเขาต้องสูญเสียที่พักอาศัย เป็นต้น
 
 
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพวกเขาไม่ต้องการบริการทางด้านสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติ และจะไม่แสวงหาบริการเหล่านี้
 
 
ผู้รอดชีวิตจำนวนมากอาจปฏิเสธความช่วยเหลือหลังภัยพิบัติทุกรูปแบบ
 
 
คนส่วนใหญ่มักไม่มีความรู้เรื่องความเครียดและบาดแผลทางจิตใจที่เกิดจากภัยพิบัติ การให้ความรู้แก่พวกเขาจึงถือเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติงานของบุคลากรสุขภาพจิต
 
 
บริการสุขภาพจิตหลังภัยพิบัติจะต้องปรับให้เหมาะกับประเพณีของแต่ละชุมชนด้วย
 
 
ผู้รอดชีวิตจะตอบสนองต่อความใส่ใจและความห่วงใยที่เห็นได้ชัดจากผู้ให้ความช่วยเหลือ
 
 
การให้ความช่วยเหลือต้องเหมาะสมกับช่วงระยะต่างๆ ของภัยพิบัติ
 
 
ระบบการให้การสนับสนุนทางสังคมเป็นกุญแจสำคัญต่อการฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติ ดังนั้นการช่วยฟื้นฟูระบบการสนับสนุนทางสังคมจึงเป็นการช่วยเหลือทางสุขภาพจิตที่จำเป็นอย่างหนึ่งด้วย
 
     
   
 
 
     
     
 
ที่มา : หนังสือผลกระทบทางสุขภาพจิตจากภัยพิบัติและบาดแผลทางจิตใจที่มีต่อบุคคล ครอบครัวและชุมชน : องค์ความรู้และการช่วยเหลือ (Mental Health Effects of Disaster and Trauma on Individuals, Families, and Communities : Understanding and Intervention)
 
 
ผู้เรียบเรียง Dr.Benjamin A. Weinstein
 
 
ผู้แปล อินทิรา ปัทมินทร
 
     
 
 
 
 
     
 
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ 48'
 
     
 
   
 
 
 
     
 
 
     
 
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ 47' - 48'
 
     
 
   
 
 
 
     
   
 
 
 
Copyright ? 2003 Suanprung Hospital. All rights reserved.       Suanprung || Home || About us || gallery